วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ยาบำรุงกำลังไก่

วันนี้มีสูตรยาบำรุงไก่ชนมานำเสนอ  วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยาก  ในการทำยาบำรุงนั้นก็มีอยู่หลายสูตรด้วยกันแต่วันนี้ขอเอาสูตรนี้ก่อน  มาเริ่มกันเลย
  •     ปลาช่อนใหญ่ย่างไฟ แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง 1 ตัว
  •     กระชายหัวแก่ ๆ ประมาณ 2 ขีด (แห้ง)
  •     กระเทียมแห้ง 1 ขีด
  •     พริกไทย 20 เม็ด
  •     บอระเพ็ดแห้ง 1 ขีด
  •     นกกระจอก 7 ตัว
  •     หัวแห้วหมู 1 ขีด
  •     ยาดำพอประมาณ

นกกระจอกนำไปย่างไฟแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปตำให้ป่น ปลาช่อนก็ตำให้ป่น แล้วนำทั้ง 8 อย่างมาผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนเท่าเม็ดพุทราให้กินวันละ1 เม็ดก่อนนอนทุกวันจนกว่าไก่จะชน ยาบางตำราไม่เหมือนกันแต่ได้ผลดีทั้งนั้น แต่ไปแพ้กันตรงที่ไก่เก่งไม่เก่งเท่านั้น ไก่ที่นำไปชนทุกครั้งถ้าไม่ได้ชน กลับมาจะต้องฉะหน้าถอนแข้งทุกครั้ง ๆ ละ 5 นาที 1 ครั้ง ก่อนจะนำไปชนต่ออีก

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วิธีให้น้ำไก่ขณะกำลังชน

การใช้น้ำไก่เป็นสิ่งจำเป็นในการชนไก่เป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าท่านให้น้ำไก่ไม่เป็น เอาไก่ไปชนโอกาสแพ้มีมาก มือน้ำเท่านั้นเป็นผู้ชี้ชะตาไก่ของท่าน เพราะฉะนั้นท่านต้องเป็นคนให้น้ำไก่เก่งๆ จึงจะสู้เขาได้ วิธีให้น้ำไก่ก่อนชน ท่านต้องใช้ผ้ามุ้งบาง ๆ ชุบน้ำเช็ดตัวให้ทั่วตัวทุกเส้นขน แต่อย่างให้ปีกเปียก (เพราะปีกเป็นอุปกรณ์สำคัญในการต่อสู้) แล้วเช็ดให้แห้ง ให้กินข้าวสุก จนอิ่มแล้วปล่อยให้เดินเพื่อจะได้ขยายตัว และแต่งตัวเรียบร้อยแล้วนำไก่เข้าชน พอหมดยกที่ 1 เอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าอก และใต้ปีกเสียก่อนจึงค่อยเช็ดตามตัวให้ทั่ว แล้วตรวจบาดแผลตามหัว ตามตัวว่ามีผิดปกติหรือเปล่า ตรวจดูตา ตรวจดูปากให้เรียบร้อย ถ้าปากฮ้อ ก็เตรียมผูก ถ้าตาหรี่ก็ควรเสนียดตา หรือถ่างตา เสร็จเรียบร้อยแล้วให้กินข้าวสุกที่บดไว้ ประมาณ 3 - 4 ก้อน แตงกวาแช่น้ำมะพร้าวอ่อน พอให้อิ่มแล้วเอาไก่นอน ๆ ประมาณ 5 นาที หลังจากนอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เอากระเบื้องอุ่นมาเช็ดตามตัว ตามหน้าแข้ง ขาให้ทั่วบริเวณที่ถูกตี แล้วปล่อยให้เดิน และให้ไก่ถ่ายออกมาเพื่อจะได้ให้ตัวเบา

ยาบำรุงกำลังไก่ชน

ยาบำรุงที่นิยมกันมากมีหลายขนาน แต่จะยกมาขนานเดียว คือ

  •     ปลาช่อนใหญ่ย่างไฟ แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง 1 ตัว
  •     กระชายหัวแก่ ๆ ประมาณ 2 ขีด (แห้ง)
  •     กระเทียมแห้ง 1 ขีด
  •     พริกไทย 20 เม็ด
  •     บอระเพ็ดแห้ง 1 ขีด
  •     นกกระจอก 7 ตัว
  •     หัวแห้วหมู 1 ขีด
  •     ยาดำพอประมาณ

นกกระจอกนำไปย่างไฟแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปตำให้ป่น ปลาช่อนก็ตำให้ป่น แล้วนำทั้ง 8 อย่างมาผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนเท่าเม็ดพุทราให้กินวันละ1 เม็ดก่อนนอนทุกวันจนกว่าไก่จะชน ยาบางตำราไม่เหมือนกันแต่ได้ผลดีทั้งนั้น แต่ไปแพ้กันตรงที่ไก่เก่งไม่เก่งเท่านั้น ไก่ที่นำไปชนทุกครั้งถ้าไม่ได้ชน กลับมาจะต้องฉะหน้าถอนแข้งทุกครั้ง ๆ ละ 5 นาที 1 ครั้ง ก่อนจะนำไปชนต่ออีก

สูตรยาถ่ายไก่ชนแบบสมุนไพร

าถ่ายโบราณคนนิยมใช้กันมากมีส่วนผสมดังนี้

  •     เกลือประมาณ 1 ช้อนคาว
  •     มะขามเปียก 1 หยิบมือ
  •     ไพลประมาณ 5 แว่น
  •     บอระเพ็ดยาวประมาณ 2 นิ้ว หั่นเป็นแว่นบาง ๆ
  •     น้ำตาลปีบประมาณ 1 ช้อนคาว
  •     ใบจากเผาไฟเอาถ่าน (ใช้ใบจากประมาณ 1 กำวงแหวน) ใช้ครกตำให้ละเอียดเข้า ด้วยกัน เวลาใช้ยาควรให้ไก่กินเวลาเช้าท้องว่าง

ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดหัวแม่มือ 2 เม็ด ให้น้ำกินมาก ๆ หน่อย แล้วครอบผึ่งแดดไว้รอจนกว่ายาจะออกฤทธิ์ ถ่ายเป็นน้ำ 3 ครั้ง ก็พอแล้วเอาข้าวให้กินเพื่อให้ยาหยุดเดิน

เทคนิคการปล้ำไก่หนุ่ม

  ไก่ลูกหนุ่มเมื่อนำมาเลี้ยง หมายถึงไก่ที่คัดแล้วนะครับ หรือไก่ที่ท่านหมายมั่นว่าจะเลี้ยงเพราะท่านชอบ ท่านแน่ใจว่าไก่ตัวนี้แหละใช่เลยในสไตล์การเล่นของท่าน เพราะแต่ละท่านชอบไม่เหมือนกัน ผมจึงไม่ฟันธงว่าแบบไหนสุดยอด แต่เมื่อท่านนำมาเลี้ยงแล้วท่านควรมีวิธีการปล้ำดังนี้

    1. ปล้ำครั้งที่ 1-2 ถือว่าใหม่ครั้งละ 1 ยก ควรปล้ำกับไก่อายุใกล้เคียงกันรอยเท่ากัน ผ่านการปล้ำมาพอ ๆ กัน ข้อห้ามคือการปล้ำครั้งที่ 1-2 นี้หรือในช่วงเลี้ยงเดือนแรกนี้ห้ามปล้ำกับไก่แข็งหรือไก่มีอายุหรือไก่ที่ ได้เปรียบเรามาก เป็นอันขาดครับ เพราะเราชั่วโมงบินยังไม่มีกระดูกอ่อนอาจถูกเขาตีเดาะเอาง่าย ๆ อย่าหลงว่าเราเก่งอย่างเดียวต้องให้โอกาสไก่มีความพร้อมก่อนครับ หลายท่านได้ทิ้งไก่ตัวเก่งก่อนเวลาอันควรก็เพราะท่านเก่งกว่าไก่นั่นแหละ ครับ "มือใหม่พึงระวังเมื่ออุ้มไก่ไปปล้ำต่างซุ้มจะโดนคำพูดยุแยง แดกดันทำให้ท่านมีอารมณ์ เลยปล้ำไก่เพราะอารมณ์ สุดท้ายเสียไก่ครับ" การยุแยงนี่เป็นกลเม็ดสำคัญของนักเล่นไก่ครับมักใช้ใน2กรณีคือการเปรียบปล้ำ กับการเปรียบตีในบ่อน นี่พึงระวัง บางทีวางสายมายุแยงเรานะครับคนใกล้ตัวก็ต้องระวัง


   2. การปล้ำครั้งที่ 3-4เป็นการปล้ำเพื่อเช็คพัฒนาการของไก่ครับ ต้องวางกับไก่ที่มีฝีมือหลากหลาย เช่นเพราะเราปล้ำครั้งที่ 1-2 แล้วเราจะพอรู้ว่าไก่เราชอบตีแบบไหนเชิงอย่างไร ตอนนี้เราต้องลองหาไก่ที่ชนแตกต่างจากที่เราเคยปล้ำมา มาวางกับเขาดูครับ เช่น ไก่กอดมุดมัด ไก่โยกถอดถอย ไก่คุมบนสองปีกสองคอ ไก่หนุนหน้ากระเพาะ ไก่เท้าบ่าตีตัว หรือเชิงอื่น ๆ เพื่อดูพัฒนาการของเขา อาจเพิ่มเป็นปล้ำ 2 ยกได้ถ้าไก่ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก เพื่อให้ไก่ได้รู้จักเจ็บ ไก่ไม่เคยเจ็บเลยนิอันตรายเหมือนกันนะครับเวลาออกบ่อน โดนของจริงหนัก ๆ ทีสองตีหักเลย หรือหนีเอาดื้อๆ หรือซึมไม่ฟื้นเลย สุดท้ายแพ้ ท่านอย่างลืมว่าในบ่อนของจริงทั้งนั้นนะครับอย่าประมาท "คนเรามักเข้าข้างตัวเองโดยเฉพาะเซียนไก่ทั้งหลาย พอเห็นเขาชนในบ่อนมักมองว่าไก่เขาไม่เก่ง อยากเอาตัวที่บ้านมาตี ชอบคุยครับ พอเอามาจริง ๆ ก็งั้น ๆ แหละครับ เพราะไก่เลี้ยงแข็งแล้วเหลี่ยมไก่ทันกันมันตีกันยากครับ เราดูเหมือนไม่เก่ง เอาของเราไปตีกับเขากลับแพ้เขา ก็เพราะไก่ในบ่อนมันแข็งครับมันตีกันยากเลยดูเหมือนไม่เก่ง"

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ประวัติไก่ชนไทย


ตำนานและประวัติไก่ชนกับพระนเรศวรการตีไก่ เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในพม่า โดยเฉพาะในราชสำนักถือกันว่า การตีไก่เป็นกีฬาชาววังวันหนึ่งได้มีการตีไก่กันขึ้นระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับไก่มังชัยสิงห์ ราชนัดดา(ต่อมาได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระมหาอุปราชาในสมัยพระเจ้านันทบุเรง ราชโอรสพระเจ้าบุเรงนอง กำลังกร่ำศึก) มังชัยสิงห์จึงขัดเคืองตรัสประชดประชันหยามหยันออกมา อย่างผู้ถือดีว่ามีอำนาจเหนือกว่า “ไก่เชลยตัวนี้เก่งจริงหนอ” สมเด็จพระนเรศวรสวรจึงตรัสโต้ตอบเป็นเชิงท้าอยู่ในทีว่า ไก่เชลยตัวนี้ อย่าว่าแต่จะตีกันอย่างกีฬาในวังเหมือนอย่าง วันนี้เลย ตีพนันบ้านเมืองกันก็ยังได้มังชัยสิงห์คัดเคืองมากหากแต่ตระหนักดีว่าสมเด็จพระนเรศวร เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าบุเรงนองจะพาลวิวาทก็ยำเกรงฝีมือพระนเรศวร

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

กฎกติกาชนไก่แบบพม่า...(แถวเมียวดี)

กฎกติกาการชนไก่ฝั่งพม่าแถวบ้านผม.....เมียวดี(ถ้าอันไหนผิดผมต้องขออภัยด้วยนนะครับ)
มาบอกให้ท่านที่สนใจนนะครับ
      - สนามที่ชนจะเป็นลานดินกว้างๆๆๆ  รัศมีครึ่งวงกลม  -3.5เมตร
            - ตรงจุดกลางวงกลม  จะมีสี่เหลี่ยมจัตุรัสสามอันติดกัน(กว้างประมาณ1ศอก  ยาว1ศอก ต่อหนึ่งช่อง)
      - เวลาปล่อยไก่ กรรมการจะจะอยู่ตรงกลาง  ส่วนไก่ที่จะปล่อยเจ้าของจะปล่อยเอง  แต่จะปล่อยมุมไหนก็ได้ของช่องสี่เหลี่ยม  แต่ห้ามออกช่องของตัวเองหรือ เลยมาช่องสี่เหลี่ยมตรงกลางเด็ดขาด
      -  ไก่ที่นั้นจะปล่อยตอชนกัน  เราจะเอาพลาสเตอร์มาแปะตรงตัวไก่เราก้ได้ก่อนปล่อย  แปะที่หน้าอกต่อๆๆจนเต็มก็ได้   ที่ขาก็ได้ ยกเว้นเดือย  ตรงหน้าปั้นขาก็ได้(แต่ถ้าพลาสเตอร์แปะไว้หลุดแล้วจะไม่สามารถมาติดใหม่ได้
      -  เวลาชนพี่เลี้ยงจะเข้าไปได้ข้างละคน  เพื่อเป้นคนคอยเป่าให้ไก่เข้าชนหรือรอจังหว่ะ เวลาเป่าไก่ต้องห่างจากตัวไก่ประมาณ 1 ช่วงแขนใกล้มากไม่ได้เขาห้าม (คนที่เป่าจะต้องเก่งจริงๆๆๆ)ฝั่งนู้นบอกไก่เสียเปรียบไม่เป็นไรแต่คนที่เป่าต้องเก่งเขากลัวมากกว่า
      -  เวลาไก่หางติดหรือจะออกนอกวงสามารถจับออกก่อนที่อีกตัวจะมาตีได้  แต่ไม่เเกิน1นาที
               - จับมาแล้วจะใช้ปากดูดแผลหรือเอาผ้าม้วนๆๆๆแล้วแหย่คอไก่(เหมือนใช้ขนไก่ปั้นแบบบ้านเรา)ให้กินข้าว(ห้ามกินยาแต่บางกรณีตามขอบชายแดนแม่สอดอาจให้กินยาได้แล้วแต่ตกลง)
      -  เมื่อถึงเวลา 1 นาที แล้วให้ไปปล่อยตรงกลางเหมือนเดิม
      -  ไก่จะชนไปจนแพ้ชนะ  ถ้าวันนี้มืดแล้วไม่ชนะ พรุ่งนี้มาชนต่อจนกว่าจะแพ้ชนะ แต่กรรมการจะมาตรวจบาดแผลว่าเย็บมาหรือเปล่าเพราะทำแผลไม่ได้ ไข๋หัวได้ห้ามถ่างตา

การนำไก่ไปชนทางไกลๆ

การนำไก่ไปชนทางไกลๆบางครั้งอาจเดินทางไกลถึง 200-300 กิโลก็มี ซึ่งในการเดินทางไปไกลๆนิยมนำไก่ใส่กล่อง
ซึ่งอาจจะนึกไม่ถึงว่าการเอากล่องใส่ไก่วางยาวไปตามตัวรถ ถ้าวันนั้นได้คู่ชนละก็รับรองไก่ตีผิดฝอร์มแน่นอน
     ในการวางกล่องใส่ไก่นั้นวิธีที่ดีควรวางกล่องไก่ไปตามขวางของตัวรถ ไก่จะได้ไม่โยกหน้า โยกหลังเวลาที่รถเบรค
และก่อนที่จะนำไก่ใส่กล่องคสรหยด ไวตามิโนให้ไก่กินสัก 4-5 หยด ไม่ควรให้ข้าวเปลือกก่อนเดินทาง
แล้วในการเดินทางเอาไก่อยู่ในรถไม่ควรให้ถูกแอร์โดยตรงไม่ว่าจะอุ้มหรืออยู่ในกล่อง ควรจะหาผ้าหรือมุ้งคุมหรือปิดให้ดี
ในการที่ต้องเดินทางเกิน 1 ชั่วโมงนั้น ทุก 1 ชั่วโมงควรจอดรถเพื่อให้ไก่ได้พัก เดินยืดเส้นยืดสายและกระพือปีกบ้าง พักสัก 10-15 นาที
จากนั้นค่อยออกเดินทางต่อ เมื่อถึงสนามชนแล้วเอาไก่มาหย่อนคอเพื่อเอาเสลดออก นำไก่เข้าสุ่มรอการเปรียบต่อไป

     หมายเหตุ  ไวตามิโนเป็นสารอาหารที่ไก่ชนสามารถดูุดซึมไปใช้ได้ทันทีไม่ต้องผ่านกระเพาย่อย
ไก่จะไม่เมาไม่อาเจียร และไม่ให้ไก่กินข้าวเปลือกตอนเดินทางก็เพราะว่าเป็นอาหารที่ย่อยยาก ถ้าไก่เกิดแพ้อากาศและป่วยขึ้นจะล้างท้องออกลำบาก

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สมุนไพรกับไก่ชน

ยาถ่ายไก่ ยาถ่ายโบราณคนนิยมใช้กันมากมีส่วนผสมดังนี้
    1. เกลือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
    2. มะขามเปียก 1 หยิบมือ
    3. ไพลประมาณ 5 แว่น
    4. บอระเพ็ดยาวประมาณ 2 นิ้ว หั่นเป็นแว่นบาง ๆ
    5. น้ำตาลปีบประมาณ 1 ช้อนคาว
    6. ใบจากเผาไฟเอาถ่าน (ใช้ใบจากประมาณ 1 กำวงแหวน) ใช้ครกตำให้ละเอียดเข้า ด้วยกัน เวลาใช้ยาควรให้ไก่กินเวลาเช้าท้องว่าง ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดหัวแม่มือ 2 เม็ด ให้น้ำกินมาก ๆ หน่อย แล้วครอบผึ่งแดดไว้รอจนกว่ายาจะออกฤทธิ์ ถ่ายเป็นน้ำ 3 ครั้ง ก็พอแล้วเอาข้าวให้กินเพื่อให้ยาหยุดเดิน
    น้ำสำหรับอาบไก่ ปกติไก่เลี้ยงจะต้องอาบน้ำยาจนกว่าไก่จะชน เครื่องยาที่ใส่น้ำต้มมีดังนี้
    1. ไพลประมาณ 5 แว่น
    2. ใบส้มป่อยประมาณ 1 กำมือ
    3. ใบตะไคร้ ต้นตะไคร้ 3 ต้น
    4. ใบมะกรูด 5 ใบ
    5. ใบมะนาว 5 ใบ เอา 5 อย่างมารวมกันใส่หม้อต้มให้เดือดแล้วทิ้งไว้ให้อุ่น พออุ่น ๆ แล้วค่อยอาบน้ำไก่ แล้ว นำไปผึ่งแดดให้ขนแห้ง

ไก่ชนเมืองพิษณุโลก

    โดยทั่วไป "การเลี้ยงไก่ชน" และ "การชนไก่" เป็นของคู่กัน ของชนบท ไทยทั่วไป ดังคำพังเพยที่ว่า "เสร็จจากการทำนา ก็กัดปลาชนไก่" และการทำนากับการชนไก่ ก็เป็นของคู่กันอีก ในสมัยก่อน การนวดข้าวต้องใช้แรงจากคนตีข่าวให้ร่วง ต้องมีลานตากข้าว และต้องไปนอนเฝ้า การเลี้ยงไก่ควบคู่กันไป เพราะว่ามีข้าวเปลือกมาก เป็นอาหารไก่ ไก่ก็อุดมสมบูรณ์ในฤดูหนาวที่เก็บเกี่ยวข้าวกัน จะตรงกับฤดูผสมพันธุ์ไก่ เลี้ยงลูกไก่ หรือแม้แต่การเลี้ยงไก่ชนกัน ซึ่งจุดนี้ทำให้การชนไก่สืบสานต่อมาจนถึงปัจจุบัน
    การเลี้ยงไก่ชนเมืองพิษณุโลก พอจะแยกกล่าวได้ 4 ระยะ คือ
    1. ยุคประวัติศาสตร์ (2523 - 2533)
    2. ยุคไก่ชนพระนเรศวรรุ่งเรือง (2534 - 2544)
    3. ยุครวมพลังสร้างชื่อไก่ชนพระนเรศวร (2545 - 2555)
    4. ยุควิทยาศาสตร์ไก่ชนพระนเรศวร (2556 ++)
    1. ยุคประวัติศาสตร์
    เมืองพิษณุโลก ก็เหมือนเมืองอื่นๆ โดยทั่วไปที่ชนบทมีการเลี้ยงไก่ไทย "ไก่ไทย" คำๆ นี้ต้องวิเคราะห์กันให้ดีเหมือน "คนไทย" คือ คนไทยเกิดมาแล้ว โตขึ้นต้องใช้อาวุธมวยไทยเป็นทุกคนแต่กำเนิด โดยไม่ต้องสอน คือ เตะ ถีบเป็น ใส่ศอกเป็น ไก่ไทยก็เช่นกัน เมื่อมีการเลี้ยงไก่ตามชนบท ถ้าเจ้าของเป็นนักเลงชนไก่ ก็จะเอาไก่ตัวผู้มาซ้อมคัดเลือกตัวเก่งไว้ชน ถ้าเจ้าของไม่ใช่นักเลงชนไก่ก็จะเลี้ยงไก่ไว้ต้มแกงเป็นอาหาร และขาย ดังนั้น ไก่ไทยจึงมีวิญญาณในการชนเป็นด้วย เชื่อกันว่า ไก่ชนไทยได้เลี้ยงกันมาไม่ต่ำกว่า 700 ปี ไก่ไทยจึงเป็นภูมิปัญญาไทย เลี้ยงและคัดเลือกสายพันธุ์มาโดยตลอด เพื่อสรรหาไก่เก่งไว้ชนกัน จนกระทั่งได้พันธุ์เก่งที่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยมากว่า 400 ปีแล้ว สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้นำไปชนถึงขนาดท้าชนเอาบ้านเอาเมืองเป็นเดิมพัน คือไก่ชนเหลืองหางขาวที่ชนชนะไก่ชนของพระมหาอุปราชาที่ประเทศพม่ามาแล้ว ผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องไก่ชนพระนเรศวรจากประวัติศาสตร์มาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เริ่มรับราชการที่จังหวัดพิษณุโลกครั้งแรกปี 2514 สรุปรวมความว่า "ไก่เหลืองหางขาวกินเหล้าเชื่อ" "ไก่เหลืองหางขาวไก่เจ้าเลี้ยง" เป็นไก่ที่สืบสายเลือดมาจากไก่ที่สมเด็จพระนเรศวรนำไปชนชนะไก่พม่าในวันนั้นและไก่ชนสมัยนั้น ได้สืบสายเลือดเหลืองหางขาวมาจนกระทั่งทุกวันนี้

เทคนิคแก้ไก่หอบขณะพักยก

   ไก่หอบมาก หรือ ไม่มากบางครั้งก็มาจากสรีระ ของไก่ตัวนั้นๆ อย่างเช่น ไก่ตัวเล็ก โครงสร้างเล็ก ส่วนใหญ่ขนาดของปอดก็จะเล็กไปด้วย แต่การออกกำลัง  ให้กินอาหารเสริมในช่วงไก่รุ่นอาจจะพอเพิ่มขนาดโครงสร้างและปอดได้  แต่กรณีนี้มันจะไปฝืนธรรมชาติมากไม่ได้

        แต่ถ้าสาเหตุไก่หอบ เกิดมาจาก ไก่เลี้ยงไม่ถึงแดด ไก่ป่วยที่เกิดจากระบบหายใจ หรือ อากาศ ณ ตอนที่ชน มันร้อนจัด แล้วมันยังพอมีวิธีบรรเทาอาการหอบลงได้ครับ
วิธีแก้มีอย่างนี้ครับ

          1. เมื่อพักยก นำไก่ออกมาแล้ว อย่าให้คนเข้ามามุงกันมาก

           2. ยกปีกไก่กางออก ใช้พัด พ้ดเบาๆ ซัก 3-4 นาที แล้วค่อยลูบด้วยผ้าชุบน้ำ ตามตัวไก่ จะดีขึ้นอีกถ้าได้มีถาดใส่น้ำมารองเท้าไก่ด้วย

           3. ให้ไก่พักเต็มที่ แล้วก่อนนำไก่เข้าสัก 10 นาที ให้นำน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ป้อนครับ ผมเข้าใจว่าเคล็ดนี้ใช้เพื่อ ลดอุณหภูมิในตัวไก่ เมื่อตัวไก่ไม่ร้อนมาก ไก่ก็จะหอบน้อยลงครับ

           4. อีกอย่างที่จะเสริมครับ ลองให้ไก่กินน้ำตำลึง ดูด้วยครับ มันช่วยลดหอบได้ครับ สมุนไพรดีๆ ของพื้นๆบ้าน ไม่มีภัยกับไก่ด้วยครับ 

ไก่พม่าควรออกชนช่วงไหนถึงจะเหมาะ

  •     ไก่พม่าที่จะคัดนำมาเลี้ยงชนต้อง เป็นไก่เก่งเท่านั้น คือ คัดไก่ที่ตีถูก ตีแม่น ก่อนเป็นอันดับแรก เรื่องลีลาและความแข็งแกร่งค่อยว่ากันทีหลัง
  •     การเลี้ยงไก่พม่าไม่ต้องหนักขมิ้นและกระเบื้อง เพราะไก่พม่าต้องการความคล่องตัวสูง ถ้าตัวตึงจะไม่ค่อยตีไก่ ไก่พม่าที่ตัวเก่งๆไม่จำเป็นต้องซ้อมหนัก ซ้อมเยอะมากเกินไป ดูแค่ว่าแข็งแรง บินดี ฟอร์มกำลังสดก็นำไปชนได้
  •     ยกตัวอย่าง ถ้ามีไก่พม่าอยู่ตัวหนึ่งเก่งมาก นำมาเลี้ยงเพื่อออกชน ปล้ำครั้งแรกก็น๊อคคู่ต่อสู้แต่อาจจะแรงไม่ค่อยดี นำกลับมาเลี้ยงใหม่ ปล้ำครั้งที่ 2 ก็ยังฟอร์มดีอยู่ ปล้ำครั้งที่ 3 ครั้งนี้ก็เป็นที่ประทับใจ ครั้งที่ 1-3 อาจจะปล้ำครั้งละอันหรืออาจจะน๊อคคู่ต่อสู้ก่อน ปล้ำครั้งที่ 4 พยายามเดินยาวให้ได้ 2 อัน ถ้าตัวแรกถูกน๊อคก็ควรหาตัวใหม่มาซ้อม ครั้งนี้สำคัญมากต้องดูให้ละเอียดถ้าฟอร์มสด บินดี แข็งแรงดุดัน กลับมาเดินนวมอีกซัก 2 อันก็ออกชนได้ ถ้าเป็นไก่พม่าตัวเก่งจริงๆ ปล้ำแค่ 5-6 อันก็ออกชนได้ แต่ต้องมีส่วนประกอบอย่างอื่นด้วย เช่น การออกกำลัง ลงนวม เตะเป้า วิ่งสุ่ม สิ่งเหล่านี้จะขาดไม่ได้
  •     ส่วนเรื่องที่สำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม คือ ไก่พม่าที่จะออกชน ถ้าจะให้ดีควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 10 เดือน ถ้าช่วงอายุ 12-15 เดือน จะเหมาะที่สุด เรื่องความสดและกระดูกก็กำลังดี 8-9 เดือนอันนี้อ่อนเกินไปจะแพ้เขาได้ง่ายๆ
  •     สรุปก็คือ เลี้ยงไก่พม่าไม่ควรหนักขมิ้นและกระเบื้อง เลี้ยงน้ำเย็นจะดีที่สุด เน้นการเตะเป้าลงนวมเป็นดีที่สุด

ไก่พม่ามีดีอะไร


รูปร่างและ ขนาดไก่พม่า ไก่พม่าลูก 100 % มีขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 2.00 - 2.50 ด้วยเหตูนี้เองจึงนิยมเล่นลูกผสมไทยบ้าง ผสมเวียดนามบ้าง หรือบางคนก็เล่นสามสายเลือดไปเลย ไก่พม่ามีลักษณะโดยทั่วไปที่สังเกตได้ คือ

    - มีขนาดเล็ก กระดูกบาง
    - หน้าเล็กแหลม ปากเป็นแนวเส้นตรง ปลายงุ้มเล็กน้อย
    - หงอนมักเป็นหงอนแจ้แบบหงอนงู หรือหงอนชี้ฟ้า หรือหงอนนาคราช
    - ตาโปน
    - สนับปีกหนาและยาว
    - แข้งเล็กและมักแข้งอิ่ม บ่งบอกว่าเป็นไก่ตีไว ตีแม่น
    - เดือยส่ง
    - ตุ้มหูมักขาว (คิดว่าคงสืบเชื้อสายมาจากไก่ป่า)

ชั้นเชิงลีลาแม่ไม้ไก่พม่า ไก่พม่าเป็นไก่ที่มีลีลาชั้นเชิงชั้นยอด คือ ไม่ยอมปะทะกับคู่ต่อสู้ตรงๆ เพราะไก่พม่ามีขนาดเล็ก จึงเป็นไก่คอยฉวยโอกาส หรือไก่จังหวะสอง ชั้นเชิงไก่พม่าเป็นแบบ "สนลู่ลม" หรือต้นอ้อ ชั้นเชิงไก่พม่าที่เด่นๆ และนักเลงไก่ชอบมีดังนี้

    - เชิงถอยดีดแข้งเปล่ารับโดยไม่ใช้ปากจิกคู่ต่อสู้
    - เชิงเปลี่ยนหน้าตี คือ พอถูกกอดจะโยกหน้าหลบเข้าอีกข้าง
    - เชิงชักลิ่มตี เมื่อถูกกอดขี่ทับจะเป็นไก่คออ่อนไม่ฝืนสู้คอ ถอดหัวออกตี
    - เชิงลักตีขโมยตี เข้ามุดหัวติดดิน เผลอขึ้นมาตีแล้วลงไปซุกต่อ
    - เชิงม้าล่อ เมื่อถูกกอดขี่จะออกวิ่งให้คู่ต่อสู้วิ่งไล่ตาม พอได้จังหวะจะหันมาดีดแข้งใส่ หรือเมื่อเห็นคู่ต่อสู้เหนื่อยก็จะหันกลับมาตี

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กติกาการชนไก่

ประวัติ
การเล่นไก่เพื่อเป็นเกมกีฬานั้นเท่าที่พอจะค้นหาหลักฐานได้พบว่า เมื่อ 480 ปีก่อน คริสตศักราช ขุนศีกจากนครเอเธนส์(ประเทศกรีซ) ได้ยกทัพเรือไปโจมตีชาวเปอร์เซียนที่เกาะแซลอะมิส แล้วได้เห็นกีฬาชนไก่ของชาวเปอร์เซียน จนเกิดความสนใจในความแข็งแกร่งของไก่ชน หลังจากรบชนะแล้วจึงได้นำเอาไก่ชนมาจากนครเอเธนส์กลับมาด้วยและได้จัดให้มีการชนไก่เป็นประจำ จากนั้นได้แพร่หลายเข้าสู่กรุงโรม (ประเทศอิตาลี) ในสมัยของเทมินโตเคลสแล้วแพร่กระจายไปทั่วทวีปยุโรป แม้จะถูกกลุ่มผู้นำศาสนาคริสเตียนขัดขวางแต่การชนไก่ก็ยังคงเป็นกีฬาที่นิยมกันในประเทศอังกฤษ อิตาลี เยอรมันนี สเปน และบรรดาเมืองขึ้นประเทศเหล่านี้
ในปี ค.ศ. 1700 ที่ประเทศอังกฤษมีการผสมพันธุ์ไก่ชนและฝึกให้ชนหรือตีกันจนกลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในช่วงนี้จากทวีปยุโรป กีฬาชนไก่ก็แพร่ไปยังทวีปอเมริกาเริ่มต้นโดยชาวอังกฤษที่อพยพจากเกาะอังกฤษไปตั้งรกรากที่รัฐนิวอิงแลนด์ของอเมริกา หลังจากนั้นกีฬาชนไก่ก็แพร่ไปทั่วทุกรัฐ และประเทศอื่นๆ ในปีค.ศ.1836 รัฐบาลอเมริกาได้แก้กฎหมายห้ามชนไก่เพราะถือว่าโหดเหี้ยมทารุนต่อสัตว์ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2477-2478ก็ได้นำมาอ้างในการออกกฎหมายบ้าง โดยมีเหตุผลอีกประการหนึ่งว่าหากปล่อยให้เล่นกันแล้วชาวไร่ชาวนาจะพากันหมกมุ่นกับการพนันกีฬาชนไก่ไม่เป็นอันทำไร่ ทำนาในเมืองไทยนั้น กีฬาชนไก่นั้นอาจจะพอสรุปได้ว่าเริ่มมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันเกือบทุกหัวบ้านหัวเมืองตามตำบลใหญ่จะต้องมี “บ่อนไก่” ไว้สำหรับชนไก่แม้ว่าในระยะหลังจะมีการห้ามเปิดบ่อนกันเพิ่มขึ้นและมีการกำหนดวันชนไก่ได้ไม่เกิน 2 วันต่อเดือนแก่กีฬาชนไก่และการเลี้ยงไก่ชนก็ยังเป็นที่แพร่หลายของผู้ชายไทยโดยเฉพาะในชนบทอยู่ต่อไป กติกาการชนไก่
เงินเดิมพัน
ข้อ 1. เมื่อเปรียบไก่ได้กันแล้ว ให้สองฝ่ายตกลงเก็บเงินเดิมพันไปวางไว้กับผู้รักษาเงินบ่อนก่อนปล่อยไก่เข้าชนกัน ไก่ที่ยังไม่วางเงินเดิมพันจะนำเช้าไปชนไม่ได้ เมื่อทั้งสองฝ่ายวางเงินเดิมพันแล้วยังไม่ถึงลำดับเข้าชน ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะถอนเงินเดิมพันคืนไม่ได้ (เว้นแต่ถึงเวลา 17.00 น.)เพราะมีเวลาขนกันน้อยอาจจะไม่ได้กินกัน ทางบ่อนยินดีคืนเงินให้ได้นั้นจมลง ระยะซ้อมกินกัน 2 นาที ระยะชนกัน 10 นาที ภาชนะดังกล่าวตั้งเมื่อเวลาปล่อยไก่หากตัวใดตัวหนึ่งวิ่งหนีก่อนอันซ้อมจม ถือว่าไม่สู้แม้จะมีแผลหรือถูกเดือยก็ต้องยกเลิกกัน ถ้าหากตัวหนึ่งตัวใดวิ่งหนีพร้อมกับอันซ้อมตก 2 นาที จมหรือเสียงโป๊กดังขึ้นครั้งที่หนึ่ง หรือหลังจากนั้นถือว่าเป็นแพ้โดยเด็ด
ขาดซ้อมปากปล่อยหาง
ข้อ 2. ก่อนปล่อยไก่เข้าชนกัน ฝ่ายหนึ่งสงสัยว่าไก่ของตนไม่สู้เต็มตัว เสนอให้ผู้ปล่อยไก่อีกฝ่ายหนึ่ง และผู้ควบคุมการชนไก่ ในสังเวียนทราบล่วงหน้าว่า ฝ่ายตนต้องการซ้อมปากเป็นสัญญากินกัน เมื่อทั้งสองฝ่ายปล่อยไก่เข้าชนกันแล้วฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไก่ฝ่ายตนทำท่าจะไม่สู้ จะบอกกันอีกฝ่ายหนึ่งว่าซ้อมปากกินกันไม่ได้ ต้องถือเอาอันซ้อม 2 นาที เป็นเกณฑ์ ถ้าหากผู้ปล่อยมีความประสงค์จะปล่อยหางกินกันก็ได้ แต่ทั้งสองฝ่ายจะต้องเสนอให้ผู้คุมบ่อนการชนไก่ก่อนปล่อยหางเข้าชนกัน เพื่อตกลงกันเป็นที่แน่นอนแล้ว มิฉะนั้นจะถือว่าเอาอันซ้อม 2 นาทีเป็นเกณฑ์
ถูกหักวิ่งหนี
ข้อ 3. ในระหว่างชนไก่กัน ตัวหนึ่งตัวใดถูกหักวิ่งหนีและออกปากร้องยังไม่ถือว่าแพ้ ต้องปล่อยจนหมดยกนั้นก่อนให้ทั้ง2ฝ่ายรับไปให้น้ำ 10 นาที เมื่อเสียงโป๊กดังขึ้นให้ทั้งสองฝ่ายนำไก่ไปปล่อยชนในสังเวียน หากตัวหนึ่งวิ่งหนีไม่สู้จึงถือว่าเป็นแพ้ถ้าหากตัวที่วิ่งหนีออกปากร้องในยกก่อนยังสู้อยู่ต้องชนกันไปจนกว่าจะแพ้หรือชนะ
จับเ้ข้าหากัน
ข้อ 4. ไก่ทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่พองสร้อยต่างยืนเฉยอยู่ และตัวหนึ่งวิ่งหนีและอีกตัวหนึ่งไม่ไล่ตามผู้ควบคุมการชนไก่มีสิทธิ์จับตัวต่อเข้าหาตัวรองทุกครั้ง ถ้าหากตัวหนึ่งหรือทั้งสองตาบอดผู้คุมการชนไก่มีสิทธิ์จับข้างตาดีเข้าหากัน หากตัวหนึ่งก้มหัวลงอยู่ใต้อกอีกตัวหนึ่งยืนเฉยต้องปล่อยไปจนหมดยกนั้น เพราะถือว่าไก่ทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกัน
จับไก่ก่อน
ข้อ 5. เมื่อไก่ทั้งคู่ชนกันในสังเวียนก่อนถึงยกให้น้ำ ถ้าหากผู้ปล่อยไก่จับฝ่ายตนก่อนถือว่าเป็นแพ้ ไม่ว่าจะเป็นต่อหรือเป็นรอง ถ้าหากไก่ตัวหนึ่งกำลังวิ่งหนีอยู่ในสังเวียน ผู้ปล่อยไก่ตัวนั้นยังไม่ทันจับออก ผู้ปล่อยไก่ที่กำลังติดตามจับไก่ของตนก่อน ผู้ควบคุมการชนไก่จะตัดสินแพ้ทั้งคู่(เว้นแต่ทั้งคู่ไล่ติดตามออกนอกสังเวียน ผู้ปล่อยไก่ทั้งสองฝ่ายจับไก่เข้าในสังเวียนได้) ถ้าหากผู้หนึ่งผู้ใดจับไก่ที่กำลังชนกันในสังเวียนไม่ว่าตัวใดผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ไก่คู่นั้นจะต้องชนกันไปจนแพ้-ชนะ ถ้าหากฝ่ายใดไม่ยอมชนต่อเมื่อยกนั้น ผู้คุมการชนไก่จะตัดสินเป็นแพ้
ไก่ตาบอด
ข้อ 6. ไก่ตัวหนึ่งตัวใดตาบอดข้างหนึ่ง และอีกข้างหนึ่งถูกตีแหลกหรือเลือดปกคลุมแก้วตาดำไม่เห็นคู่ต่อสู้ ยังไม่ถือว่าแพ้ เพราะไก่ตัวนั้นยังสู้อยู่ต้องปล่อยไปจนหมดยก เมื่อเสียงโป๊กดังขึ้น ผู้ควบคุมการชนไก่จะได้พิสูจน์ทันที ถ้าปรากฏว่าตาบอดทั้งสองข้างจริงถือว่าแพ้ ไก่ตัวใดถูกตีตาบอดทั้งสองข้างในยกนั้น ยังไม่ถึงเวลาพิสูจน์ บังเอิญตัวตาบอดทั้งสองข้างตีตัวตาดีวิ่งหนีหรือออกปากร้อง เป็นแพ้ ต้องปล่อยไปจนหมดยกนั้น เมื่อเสียงโป๊กดังขึ้นผู้ควบคุมการชนไก่จะได้พิสูจน์ตัวตาบอดก่อนทันที ถ้าเข้าลักษณะตาบอดทั้งสองข้าง ถือว่าแพ้ และตัวตาดีที่วิ่งหนีล่อหน้าไม่สู้ถือว่าแพ้ ทั้งคู่ยกเลิกกัน
หนียกสุดท้าย
ข้อ 7. ไก่คู่หนึ่งคู่ใดชนกันระหว่าง 12 อันยกสุดท้ายหรือจะถึงเวลา 19.00 น. ตามนาฬิกาของบ่อนที่จัดไว้ปรากฏว่าตัวใดตัวหนึ่งหนีหน้าอีกฝ่ายหนึ่ง นักพนันทั้งหลายจะถือว่าเป็นแพ้ไม่ได้ต้องปล่อยไปจนหมดยกนั้น หรือหมดเวลา 19.00 น. เสียงโป๊กดังขึ้น ผู้ควบคุมการชนไก่ จะให้ผู้ปล่อยจับเช็ดหน้าทันทีขณะที่อยู่ในสังเวียน เมื่อเช็ดหน้าเสร็จแล้วให้ปล่อยไก่ทั้งสองตัวเข้าหากัน ถ้าตัวหนึ่งไล่จิกหัวหรือจิกอีกตัวหนึ่งไม่จิกตอบหรือจิกแล้วบิดหน้าหนีเพียงครั้งเดียวถือว่าแพ้ถ้าหากตัวที่เคยวิ่งหนีจิกตอบแล้วไม่บิดหน้าหนีถือว่าเสมอกัน ต้องยกเลิกกัน และเมื่อทั้งสองฝ่ายปล่อยไก่เข้าหากันตัวต่อยืนเฉยอยู่ไม่ไล่จิกและ ตัวรองก้มหัวไม่บิดหน้าหนี ถือว่าเสมอยกเลิกเช่นกัน ถ้าหากฝ่ายหนีหน้ายกสุดท้ายหรือหมดเวลาดังกล่าว จับไก่ออกสังเวียนไป โดยไม่ทำตามคำสั่งผู้คุมการชนไก่ ถือว่าแพ้ตัวหนึ่งตัวใดเข้าปล่อยชนกันยกสุดท้าย ไม่ยอมสู้กับคู่ต่อสู้ ถือว่าแพ้เด็ดขาด
ปากเดือยหลุด
ข้อ 8. ถ้าหากปากไก่ตัวใดตัวหนึ่งหลุดออก จะใช้ปากไก่ใหม่สวมแทนได้ และไก่ตัวใดตีจนหลุดจะใช้เดือยที่หลุดผูกติดได้ เมื่อหมดยกพักให้น้ำ ถ้าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้เดือยไก่ตัวอื่นผูกแทนหรือโลหะสวมหรือผูกแทนถือว่าเป็นแพ้
ไก่ถูกยาพิษ
ข้อ 9. เมื่อเจ้าของไก่ทั้งสองฝ่าย ได้วางเงินเดิมพันกับผู้รักษาเงินบ่อนแล้วยังไม่ถึงลำดับเข้าชนกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไก่ของตนถูกวางยาพิษ ต้องแจ้งให้เจ้าของบ่อนหรือผู้คุมการชนไก่ จะสั่งยกเลิกและคืนเงินเดิมพันที่วางไว้ ถ้าหากพิสูจน์แล้วไม่เป็นความจริง เจ้าของไก่จะต้องนำไก่ตัวนั้นเข้าชนตามลำดับที่จัดไว้ ถ้าไม่นำไปชนตามลำดับ ผู้คุมการชนไก่จะตัดสินไก่ตัวนั้นว่าแพ้ เมื่อทั้งสองฝ่ายปล่อยไก่เข้าชนกันแล้ว ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะมากล่าวหาว่าไก่ของตนถูกวางพิษต้องปล่อยชนกันแพ้หรือชนะ
ไม่ให้บิดพลิ้ว
ข้อ 10. ไก่ทุกคู่เมื่อชนกันถึงอันยกพักให้น้ำ 10 นาที เสียงโป๊กดังขึ้นทั้งสองฝ่ายนำไก่เข้าชนต่อไป หากฝ่ายหนึ่งนำไก่เข้าไปคอยอยู่ในสังเวียนอีกฝ่ายหนึ่งทำท่าบิดพลิ้วไม่รีบนำไก่เข้าชนตามกำหนด ผู้คุมการชนมีสิทธิ์สั่งตั้งอันซ้อม 2 นาที ถ้าหากอันซ้อมจมลง เสียงโป๊กดังขึ้นก่อนนำไก่เข้าในสังเวียน ผู้คุมการชนไก่จะตัดสินใจให้ไก่ตัวนั้นแพ้ยกโดยลำพัง
ข้อ 11. ไก่คู่หนึ่งคู่ใดชนกันไม่ถึง 12 อัน หรือหมดเวลา 19.00 น. ถ้าหากเจ้าของหรือผู้ปล่อยไก่ทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกกันเอง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ควบคุมบ่อนไก่ 19.00 น. เสียงโป๊กดังขึ้น ผู้ควบคุมการชนไก่ จะให้ผู้ปล่อยจับเช็ดหน้าทันทีขณะอยู่ในสังเวียน เมื่อเช็ดหน้าเสร็จแล้วให้ปล่อยไก่ทั้งสองตัวเข้าหากัน ถ้าตัวหนึ่งไล่จิกหัวหรือจิกอีกตัวหนึ่งไม่จิกตอบหรือจิกแล้วบิดหน้าหนีเพียงครั้งเดียวถือว่าแพ้ ถ้าหากตัวที่เคยวิ่งหนีจิกตอบแล้วไม่บิดหน้าหนีถือว่าเสมอกัน ต้องยกเลิกกัน และเมื่อทั้งสองฝ่ายปล่อยไก่เข้าหากันตัวต่อยืนเฉยไม่ไล่จิกและ ตัวรองก้มหัวไม่บิดหน้าหนีถือว่าเสมอยกเลิกเช่นกัน ถ้าหากหนีหน้ายกสุดท้าย หรือ หมดเวลาดังกล่าว
จับไก่ออกสังเวียนไปโดยไม่ทำตามคำสั่งผู้คุมการชนไก่ถือว่าแพ้ตัวที่ปล่อยชนกันยกสุดท้าย ไม่ยอมสู้กับคู่ต่อสู้ ถือว่าแพ้เด็ดขาดจะต้องเสียค่าน้ำทั้งสองฝ่าย คือร้อยละ 5 บาท ตามจำนวนเงินเดิมพันที่วางไว้
ห้ามของมึนเมา
ข้อ 12. เมื่อปล่อยไก่เข้าชนกันแล้ว เจ้าของหรือผู้ปล่อยไก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไก่ตนสู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ จะนำเอาของมึนเมา หรือสิ่งอื่นใดให้ไก่กินไม่ได้ ถ้าหากไก่ตัวใดเข้าไปในสังเวียนไม่ยอมสู้กับคู่ต่อชนคือไม่จิกตอบ ไม่ยืนเตะ นอนอยู่กับพื้นตลอดยกนั้น เมื่อเสียงโป๊กดังขึ้นผู้คุมการชนไก่จะตัดสินไก่ตัวนั้นแพ้

สูตรเลี้ยงไก่พม่าทางเหนือที่เลี้ยงอยู่

1. จับโยนให้บิน 50 – 150 ครั้ง (เริ่มจากน้อยไปมาก) วิ่งสุ่ม 30 นาที กาดน้ำตากแดด 1- 2 ชั่วโมง 2 อาทิตย์
2. ปล้ำกับไก่นวม 1 ยก 3 ครั้ง แต่ละครั้ง ห่างกัน 3-5 วัน (ช่วงวันพักให้ทำตามข้อ 1 )
3. เปิดหน้า 1 ยก พันเดือยบาง ปล่อยปากไก่นวม (ถ้าต้องการเช็คความแม่นยำของเดือยไก่เราก็ไม่ต้องพัน เดือย พันแต่ไก่นวม ตอนนี้จะบอกเราได้ว่าไก่เรา ดีพอเลี้ยงต่อได้หรือไม่ เพราะถ้าไก่ไม่ได้เลี้ยง แล้วลองเตะเลยจะวัดแข้งไม่ค่อยได้ )
4. พักจนกว่าไก่สมบูรณ์ ปล้ำกับไก่นวม 1 ยก 3 ครั้ง แต่ละครั้ง ห่างกัน 3-5 วัน (ช่วงวันพักให้ทำตามข้อ 1 และนวด หน้า คอ ลำตัว ด้วย เค้าเตอร์เพนร้อนด้วยก็ดี ช่วยคัดเลือด)
5. ปล้ำกับไก่นวม 2 ยก 2 ครั้ง แต่ละครั้ง ห่างกัน 5-7 วัน (ช่วงพัก ใช้ไก่ใส่กระเป๋าล่อให้เตะ 80 ครั้ง ต่อ 1 วัน )
6. ปล้ำกับไก่นวม 15 นาที พัก 1 - 2 อาทิตย์ (ช่วงพักใช้ไก่ใส่กระเป๋าล่อให้เตะ 80-20 ครั้ง ลดลงตามความเหมาะสม)
7. พักไก่ 2-3 วัน โดยไม่ออกกำลังกาย หรืออาจ จะให้วิ่งสุ่มคลายกล้ามเนื้อ สัก 10-15 นาที
8. เปรียบตี รู้ไก่ รู้เขารู้เรา อ่อนไหนแทง แข็งไหนเว้น ขอให้มีชัยทุกท่านคับ

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

ไก่ชนพันธุ์ประดู่เลาหางขาว

แหล่งกำเนิด เชื่อว่ามาจากพระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี กำแพงเพชร มีนบุรี หนองจอก สุโขทัย ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช
ประเภท เป็นไก่ชนไทยขนาดกลาง ตัวผู้หนัก 3.00 - 4.00 กก. ตัวเมียหนัก 2.50 - 3.00 กก.
สีของเปลือกไข่ เปลือกไข่สีน้ำตาลอ่อน สีของลูกเจี๊ยบ ขนหัว ขนคอขาว ขนหางดำ ปีกในสีดำ ปีกนอกสีขาว หน้าคอ หน้าท้องสีขาว
ประวัติความเป็นมา ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีความเป็นมาอย่างไร พัฒนามาจากไก่สายพันธุ์ใด ในประวัติศาสตร์ หรือการบันทึกยังไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญท่านใดในประวัติศาสตร์
ลักษณะเด่นประจำพันธุ์เพศผู้


รูปร่างลักษณะของประดู่เลาหางขาว เป็นไก่รูปร่างแบบทรงหงส์ ลำตัวยาว ไหล่ยก หางดกยาวเป็นฟ่อนข้าว เดินยืดท่าทางสง่างาม แข้งกลมแบบลำหวาย หน้ากลมยาวแบบหน้านก
ใบหน้า กลึงกลมแบบหน้านกเหยี่ยว เหนียงคางรัด
ปาก ปากใหญ่ ปลายปากงุ้มสีน้ำตาลอมเหลืองเล็กน้อย ปากมีร่องน้ำลึกทั้ง 2 ข้าง สีน้ำตาลอ่อน
จมูก จมูกแบนราบสีเดียวกับปาก รูจมูกกว้าง สันจมูกเรียบ สีเดียวกับปาก
ตา ขอบตาเป็นรูปวงรีแบบตาวัว ขอบตา 2 ชั้น นัยน์ตาดำ ตารอบนอกสีเหลืองแก่แบบสีไพล เส้นเลือดสีแดงชัดเจน
หงอน หน้าหงอนบาง กลางหงอนสูง ท้ายหงอนกอดกระหม่อม หงอนสีแดงสด พื้นหงอนเรียบ
ตุ้มหู ตุ้มหูสีแดงเหมือนหงอน ขนปิดรูหูสีประดู่เลา เหมือนขนสร้อย
เหนียง เหนียงเล็กสีแดงเหมือนหงอน รัดติดกับคาง
กะโหลก กะโหลกยาวกลมเป็น 2 ตอน ตอนหน้าเล็ก ตอนหลังใหญ่กว่า
คอ คอยาวใหญ่โค้งแบบคอม้า กระดูกปล้องคอชิดร่องคอ ขนสร้อยคอขึ้นดกเป็นระเบียบสีประดู่เลา
ปีก ปีกยาวใหญ่จรดก้น ขนปีกท่อนในขาวปนดำ ปีกท่อนนอกไชปีกขาว ปีกท่อนในไชปีกขาวปนดำ ปีกแน่นไม่เป็นร่องโหว่
ตะเกียบ ตะเกียบแข้งตรง ท้องแฟบรับกับตะเกียบ
หาง หางยาวดกเป็นระเบียบ สีขาวปนดำ หางพัดดำปลายขาว หางกะลวยคู่กลางสีขาวปลอด คู่อื่นๆสีขาวปนดำ หางดกยาวเป็นฟ่อนข้าว ก้านหางสีเดียวกับขน
แข้งขา ปั้นขาใหญ่ ห่างจากกัน ข้อขามั่นคง ขนปั้นขาสีดำ เป็นแข้งรูปลำเทียน ลำหวาย เกล็ดแข้ง 2 แถวเป็นระเบียบ นิ้วเรียวยาว แข้งสีเดียวกับปาก
เกล็ด เกล็ดนิ้ว เกล็ดแข้งเรียงเป็นระเบียบสีเดียวกับปาก
นิ้ว นิ้วยาวเป็นลำเทียน ข้อนิ้วมีท้องปลิงหนา
เดือย เดือยเป็นเดือยแบบลูกปืน หรือแบบงาช้าง แข็งแรงมั่นคง
ขน ขนพื้นตัวสีดำ ขนกะลวยคู่กลางสีขาว คู่อื่นๆสีขาวปลายดำ ขนสร้อยคอ สร้อยปีก และสร้อยหลัง สีประดู่เลา คือโคนสร้อยสีขาว ปลายสร้อยสีประดู่
เล็บ มั่นคงแข็งแรง สีเดียวกับเกล็ดแข้งและปาก
สร้อย สร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง สีประดู่เลา คือ ขนสร้อยท่อนล่างสีขาว ท่อนปลายสีประดู่
กระปุกน้ำมัน เป็นกระปุกใหญ่ ปลายเดียว

ประดู่เลามี 4 เฉดสี คือ
1. ประดู่เลาใหญ่ หรือเรียกอีกชื่อว่าเลาใหญ่พระเจ้า 5 พระองค์ ขนพื้นตัวสีดำ ขนปีก ขนหางเป็นสีดำแซมขาว ขนหางกะลวยคู่กลางสีขาวปลอด คู่อื่นๆสีขาวปลายดำ ที่หัว-หัวปีก-ข้อขา มีกระขาว ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยระย้า โคนสร้อยสีขาว ปลายสร้อยสีเม็ดมะขามแก่ ปาก แข้ง เล็บ เดือย สีน้ำตาล ตาสีไพล
2. ประดู่เลาเล็ก ขนพื้นตัวสีดำ ขนปีก ขนหางพัดสีดำแซมขาว ขนหางกะลวยคู่กลางสีขาว คู่อื่นๆสีขาวปลายดำ ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง ระย้า โคนขนสีขาว ปลายขนสีเม็ดมะขามแก่ ไม่มีหย่อมกระ ปาก แข้ง เล็บ เดือย สีน้ำตาล ตาสีไพล
3. ประดู่เลาแดง ขนพื้นตัวสีดำ ขนปีก ขนหางพัดสีดำแซมขาว ขนหางกะลวยคู่กลางสีขาว คู่อื่นๆสีขาวปลายดำ ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง ระย้า โคนสร้อยสีขาว ปลายสร้อยสีประดู่แดง ปาก แข้ง เล็บ เดือย สีน้ำตาล ตาสีไพลหรือส้ม
4. ประดู่เลาดำ ขนพื้นตัวสีดำ ขนปีก ขนหางพัดสีดำแซมขาว ขนหางกะลวยคู่กลางสีขาว คู่อื่นๆสีขาวปลายดำ ปาก แข้ง เล็บ เดือย สีน้ำตาล ตาสีไพล ขนสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง โคนสร้อยสีขาว ปลายสร้อยสีคล้ำเข้มแบบเขียวประดู่


ไก่ประดู่หางดำ

มีถิ่นกำหนดแถวภาคกลาง เพศผู้มีสร้อยคอ สร้อยปี สร้อยหลังและขนปิดหูเป็นสีประดู่ ถ้าสีแก่จะเรียกว่า ”ประดู่เมล็ดมะขามคั่ว” ถ้าสีอ่อนจะเรียกว่า ”ประดู่แดง” หางพัด และกะลวยสีดำปลอด ไม่มีขาวแซม พื้นสีลำตัวไม่มีสีอื่นแซม ตาสีไพร ส่วนปาก แข้ง เดือย เป็นสีเขียวอมดำ หรือดำสนิท เพศเมีย มีขนสีดำสนิทรับกันทั้งตัว ไม่มีสีขาวแซม บางตัวมีขลิบสร้อยคอสีประดู่ ถือว่าเป็นไก่พันธ์แท้ ส่วนปาก แข้ง เดือย ลักษณะเหมือนเพศผู้






ไก่เหลืองหางขาว

มีถิ่นกำหนดเดิมอยู่ที่บ้านหัวเท ตำบลบ้านกร่าง จังหวัดพิษณุโลก ไก่เหลืองหางขาวเป็นไก่ที่ฉลาดปราดเปรียว อดทน ลักษณะเด่นคือ ตัวผู้จะมีสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง ขนปิดหูเหมือนกันตลอด มีจุดขาว 5 แห่ง คือ ที่ท้ายทอย หัวปีกทั้งสองข้าง ที่ข้อขาทั้งสองข้าง บางตำราเรียกว่า ”พระเจ้า 5 พระองค์” เพศผู้มีสร้อยคอ สร้อยปีก สร้อยหลัง เป็นสีเหลืองเหมือนกันตลอด ขนสีตัวเป็นสีดำ ส่วนปาก แข้ง เล็บ เดือย มีสีขาวอมเหลืองคล้ายสีงาช้าง ลูกตาสีเหลืองอ่อน ”เรียกว่าตาปลาหมอตาย” ส่วนเพศเมียมีขนพื้นตัวเป็นสีดำตลอดมีกระขาว 2 หย่อมเหมือนกัน






การเริ่มต้นเลี้ยงไก่ชน

การเริ่มต้นเลี้ยงไก่ สำหรับคนที่ไม่มีความชำนาญ ไม่เคยเลี้ยงไก่มาย่อมจะเป็นเรื่องหนักใจอยู่มิใช่น้อย แต่สำหรับผู้ที่เคยเลี้ยงมาแล้วจะไม่รู้สึกลำบากใจเท่าใดนัก แต่อย่างไรก็ดี ย่อมจะขึ้นกับหลักดังได้กล่าวข้างต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องมีทุนด้วย มิฉะนั้นจะพบกับความลำบากหลายประการ เป็นต้นว่าโรงเรือน เงินสำหรับซื้อไก่ และอาหารไก่ การเริ่มต้นเลี้ยงไก่ เริ่มได้หลายทาง คือ
1. ซื้อไก่มาฟักเอง หรือจ้างเขาฟัก
2. ซื้อลูกไก่คัดเพศแล้ว หรือลูกไก่คละเพศมาเลี้ยง ถ้าต้องการแม่ไก่ 10 ตัว จะต้องซื้อลูกไก่คละเพศมาเลี้ยงเป็นจำนวน 25 ตัว
3. ซื้อไก่รุ่นอายุประมาณ 8-10 อาทิตย์มาเลี้ยง
4. ซื้อแม่ไก่ไข่มาเลี้ยง การซื้อแม่ไก่มาเลี้ยงเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ไม่ค่อยจะชำนาญในการเลี้ยงไก่ เพราะจะพบอุปสรรคน้อย ให้ผลเร็ว จะทำให้เกิดการเอาจริงเอาจังขึ้น


วิธีเลี้ยง
1. แบบเลี้ยงปล่อย เลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเอง เช่น ใต้ถุนบ้าน ลานบ้าน มักนิยมเลี้ยงตามชนบท โดยให้กินเศษอาหาร คุ้ยเขี่ยหากินเอง การเลี้ยงแบบนี้ส่วนมากถือเป็นงานอดิเรกเท่านั้น และมักจะมีอันตรายจากสัตรูและโรค ซึ่งอาจติดต่อโรคได้โดยง่าย
2. เลี้ยงแบบครึ่งปล่อยครึ่งกัก การเลี้ยงแบบนี้ คือเลี้ยง ในลาน แต่มีรั่ว มีเล้าให้อยู่อาศัย ให้ออกกำลังกายได้ การเลี้ยงแบบนี้จะต้องให้อาหารพอดี
3. เลี้ยงแบบขึ้นคอน ไม่มีลาน ไก่อยู่บนพื้นมีคอนให้นอน มีรางอาหาร รางน้ำอยู่ในเล้าเสร็จ อาหารจะต้องหามาให้ โดยให้กินอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง การเลี้ยงแบบนี้ ควรจะให้น้ำมันตับปลาด้วย เพื่อให้ไก่แข็งแรง โตเร็ว
โรงเรือน
โรงเรือนโดยทั่วไป ควรมีลักษณะดังนี้
1. กันลม แดด ฝนได้ดี
2. อากาศ ระบายได้สะดวก เย็นสบาย ไม่อับ มีกันสาดกันฝน
3. ป้องกันศัตรูต่างๆได้ดี
4. รักษาความสะอาดง่าย ไม่เป็นที่น้ำขัง พื้นไม่แฉะ ไม่รกรุงรัง
5. ห่างจากที่ชุมนุมชน พอสมควร มีการขนส่งสะดวก อาหารหาง่าย
แบบของโรงเรือน
1. แบบเพิงหมาแหงน เป็นแบบประหยัดและสร้างง่ายที่สุด แต่ถ้าหันหน้าไปทางแนวของมรสุม ฝนจะสาดเข้ามา ควรหันทิศทางให้ดี
2. แบบหน้าจั่ว แบบนี้กันแดดและฝนได้ดี แต่สร้างยากกว่า ค่าวัสดุ และค่าแรงสูงกว่าแบบเพิงหมาแหงน
3. แบบจั่วสองชั้น เปลืองแรงงาน และสร้างยากกว่าแบบหน้าจั่วธรรมดา แต่อากาศถ่ายเทได้ง่าย
4. แบบจั่วกลาย แบบนี้จะดีกว่า เพราะระบายอากาศได้ดีกว่า กันฝนและค่าก่อสร้างถูกกว่า
พื้นคอก
พื้นคอกสำหรับไก่ จะเป็นพื้นดินธรรมดาหรือดินปนทรายก็ได้ ถ้าเป็นธรรมดา ทำความสะอาดยาก มักจะเปียกแฉะ แต่อากาศเย็นสบาย ควรโรยด้วยปูนขาวบ้าง ในอัตรากิโลกรัมละ 4-10 ตารางเมตร เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรค สำหรับพื้นคอนกรีต ทำความสะอาดง่าย แต่เปลืองเงินมาก
โรงเรือนสำหรับไก่เล็ก
ควรสร้างให้ดีกว่าโรงเรือนไก่ใหญ่ เพราะลูกไก่ยังมีสุขภาพอ่อนแอ ต้องการความดูแลมาก ต้องการความอบอุ่น ป้องกันศัตรูมาทำร้าย ถ้าพื้นคอกเป็นซีเมนต์จะสะดวกและทำความสะอาดได้ง่าย รักษาความสะอาดให้แห้งอยู่เสมอ ฟากของโรงเรือนนั้นข้างล่างควรจะปิดทึบเพื่อป้องกันศัตรูและให้ความอบอุ่น ส่วนข้างบนควรโปร่งมีลวดตาข่าย หรือหน้าต่างบานเลื่อน ปิด-เปิดกันละอองฝนได้ ลูกไก่ควรเลี้ยงควรเลี้ยงอยู่ในโรงนี้ 1-2 เดือน จึงนำไปยังโรงเลี้ยงไก่รุ่นต่อไป
โรงเรือนเลี้ยงไก่รุ่น
คล้ายกับเลี้ยงไก่เล็ก แต่กว้างกว่า การระบายอากาศมากกว่า พื้นคอกจะเป็นดินหรือคอนกรีตก็ได้ ถ้าเป็นคอนกรีตจะสะดวกกว่า พื้นที่เฉลี่ยสำหรับไก่รุ่นอายุ 2-3 เดือน เฉลี่ยตารางเมตรละ 8-10 ตัว และไก่อายุ 3-5 เดือน ตารางเมตรละ 5-6 ตัว ในโรงไก่รุ่นควรมีภาชนะใส่น้ำและรางอาหารเพิ่มขึ้น ไม่มีเครื่องกก มีคอนให้นอนสูงจากพื้นประมาณ 40-60 เซนติเมตร ไม่ควรให้ถี่จนเกินไป จะทำให้ไก่เสียสุขภาพ
การรักษาคุณภาพอาหารไก่
1. เมื่อผสมอาหารให้ไก่ ไม่ควรผสมมากเกินไป เพราะจะเสื่อมคุณภาพถ้าเก็บไว้นานเกินไป ควรผสมให้กินหมดภายใน 3-5 วัน เมื่อหมดแล้วจึงค่อยผสมใหม่ จะได้อาหารที่มีคุณภาพตามที่เราต้องการอยู่เสมอ
2. อาหารที่ผสมไว้ ควรจะเก็บให้ดี สะอาดเรียบร้อย อย่าให้แดดส่องนานๆ หรือเก็บไว้ใกล้ความร้อน จะทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพ หรือเก็บไว้ในที่อับเกินไป และชื้นแฉะไม่มีอะไรรองรับ อาหารก็จะเสียและเสื่อมคุณภาพได้
3. อาหารที่ซื้อมาจากร้านค้า ควรจะพิถีพิถันสักหน่อย ควรตรวจดูว่าอาหารเก่า ใหม่แค่ไหน ถ้าเห็นว่าเก่าเกินไป หรือกลิ่นผิดปกติ ไม่ควรซื้อไปให้ไก่กิน
ในเรื่องอาหารไก่นี้ควรเอาใจใส่เป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นตามสูตรหรืออาหารเสริม ถ้าให้ไม่ถูกต้องก็จะเป็นผลร้ายขึ้นได้ โดยเฉพาะคุณภาพของอาหาร ควรจะระวังให้หนัก ถ้าอาหารมีคุณภาพไก่กินเข้าไปก็จะเติบโตเร็ว คุ้มค่ากับเงินทองที่เสียไป แต่ถ้าให้อาหารที่มีคุณภาพต่ำ ผลร้ายจะเกิดขึ้นทันที
การฟักไข่
วิธีฟักไข่แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ
1. ฟักด้วยใช้แม่ไก่กก
2. ฟักด้วยเครื่องฟัก โดยการซื้อเครื่องฟักมาฟัก มีทั้งเครื่องฟักที่ใช้ไฟฟ้า และเครื่องฟักที่ใช้ความร้อนจากแสงสว่างของตะเกียง
การฟักไข่ด้วยตนเอง
การฟักไข่ด้วยตนเอง โดยใช้ ตู้ฟัก เป็นประโยชน์สำหรับนักเลี้ยงไก่ เพราะจะได้เกิดความชำนาญในการฟัก ประหยัดเงินที่จะซื้อลูกไก่อื่นมาเลี้ยง ถ้าเราฟักเองก็จะได้ลูกไก่เลี้ยงจากพันธุ์ที่ดีและแน่นอน
วิธีเลือกไข่สำหรับฟัก
เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะลูกไก่จะฟักออกเป็นตัว หรือสุขภาพของลูกไก่จะเป็นอย่างไร ตลอดถึงเปอร์เซนต์การออกเป็นตัวของไก่ ย่อมขึ้นอยู่กับการเลือกไข่ที่จะฟักทั้งสิ้น หลักของการเลือกไข่ฟักมีดังนี้
1. เลือกไข่จากพ่อ-แม่ที่แข็งแรงว่องไว และไม่มีโรค เพื่อลูกที่เกิดมาจะได้แข็งแรงไม่อ่อนแอ เลี้ยงง่าย
2. เลือกไข่จากพ่อ-แม่ไก่ที่ดี จากพันธุ์ ที่ดีเสมอมา
3. ไข่ที่ใช้ฟักควรจะมีรูปร่างปกติ ไม่บิดเบี้ยว ไม่กลม ไม่ยาวจนผิดปกติ เปลือกไข่เรียบไม่ขรุขระ ไม่มีรอยร้าว และไม่แตกง่ายผิดไข่ธรรมดา ไข่ที่สกปรก หรือเปื้อนไม่ควรใช้ฟัก
วิธีรักษาไข่สำหรับฟัก
ไข่สำหรับฟักควรจะรักษาให้ดีมิฉะนั้นเชื้ออาจจะตายและฟักไม่ออก วิธีรักษาไข่ทำดังนี้
1. เก็บไข่ไว้ในที่เย็น ปล่อยให้อากาศผ่านได้สะดวก ที่เก็บต้องไม่มีกลิ่นเหม็น ถ้าเก็บไว้ในอากาศร้อน เชื้อที่เริ่มเป็นตัวอาจตายเสียก่อนที่จะนำไปฟัก ไข่ที่มีเชื้อนั้น จะเห็นได้ว่าไข่บางฟองที่เราต่อยจนแตกจะเห็นเส้นเลือดอยู่ในไข่นั้น แสดงว่าไข่มีเชื้อแล้ว
2. ภาชนะที่เก็บไข่ ควรจะใช้ลังเป็นรูปกะบะสี่เหลี่ยมตื้นๆ พอวางไข่ตามขวางได้เพียงชั้นเดียว ที่กั้นกะบะเอาแกลบหรือขี้เลื้อยแห้งๆรอง เพื่อกันไม่ให้ไข่แตก
3. พยายามกลับไข่วันละ 2 ครั้ง กลับตอนเช้า - เย็นทุกๆวัน จนกว่าจะถึงกำหนดฟัก การกลับไข่ควรใช้มือกลิ้งให้ไข่กลับ การกลับไข่มีความจำเป็นมาก เพราะถ้าไม่กลับ เชื้อลูกไก่ในไข่อาจจะเกาะติดกับเปลือกไข่และตายก็ได้
4. ก่อนที่จะเก็บไข่เข้าฟัก ควรเลือกไข่เสียก่อน โดยเอาไข่ที่จะไม่ฟักออกเสีย เก็บไว้แต่ไข่ที่เลือกแล้วว่าจะทำการฟัก
ระยะที่ควรจะฟักไข่
ควรฟักไข่ในฤดูหนาวดีกว่าการฟักในฤดูร้อน ไข่ใหม่ฟักออกดีกว่าไข่เก่า ถ้าไข่ยิ่งใหม่เปอร์เซนต์ที่จะออกมาเป็นตัวมีมากขึ้น ไม่ควรเก็บไข่ไว้นานๆ อย่างมากไม่ควรเก็บไว้เกิน 10 วันในฤดูร้อน และไม่ควรเกิน 14 วันในฤดูหนาว ความจริงแล้วไม่ควรให้เกิน 6 วัน ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการพ้นอายุฟัก เวลาเก็บไข่ออกจากรังควรใช้ดินสอดำเขียนวันที่ฟักไว้ด้วย
กำหนดฟักไข่ออกเป็นตัว
ไก่ อย่างเร็ว 19 วัน อย่างช้า 23 วัน ธรรมดา 21 วัน
เป็ด อย่างเร็ว 26 วัน อย่างช้า 32 วัน ธรรมดา 28 วัน
ห่าน อย่างเร็ว 27 วัน อย่างช้า 33 วัน ธรรมดา 30 วัน
ไก่ต๊อก ไก่งวง อย่างเร็ว 26 วัน อย่างช้า 30 วัน ธรรมดา 28 วัน
กำหนดระยะการฟักออกเป็นตัวนี้ ไม่ว่าจะฟักด้วยเครื่องหรือฟักด้วยแม่ไก่ ย่อมจะปรากฏผลเสมอกัน เมื่อถึงกำหนดมันจะออกมา ถ้าตัวไหนแข็งแรงก็จะออกมาก่อน ถ้าตัวที่อ่อนแอก็จะออกทีหลัง จากตัวแรกถึงตัวสุดท้ายอาจจะห่างกัน 24-36 ชั่วโมงก็ได้
ฤดูที่เหมาะสำหรับฟักไข่
ฤดูที่เหมาะที่สุดก็คือต้นฤดูหนาว เริ่มต้นราวเดือน พฤศจิกายนถึงเดือนกุมพาพันธ์ ในระหว่างนี้อากาศเย็น แม่ไก่จะไข่ดกกว่าฤดูอื่น ทำให้ได้ไข่ฟักจำนวนมาก ผู้ที่ฟักเป็นอาชีพหรือต้องการจำนวนมากๆ ควรจะเริ่มฟักในฤดูนี้ เหมาะกว่าฤดูอื่นๆ
ประโยชน์ของการฟักไข่ด้วยแม่ไก่
1. สะดวก ประหยัดเงิน
2. ง่ายเพราะการฟักไข่ โดยวิธีนี้ ปล่อยธุระไว้ให้แม่ไก่แทบทั้งหมด
3. การหัดเลี้ยงใหม่ๆหรือผู้ที่ยังไม่ชำนาญในการฟักไข่ การฟักด้วยแม่ไก่จะให้ลูกไก่มากกว่าฟักด้วยเครื่องฟัก
4. ลูกไก่ที่ฟักด้วยแม่ไก่จะแข็งแรงดี เป็นโรคน้อย และเลี้ยงรอดมากกว่าฟักด้วยเครื่อง
วิธีเลือกแม่ไก่สำหรับฟัก
1. เลือกจากแม่ไก่ที่แสดงว่าอยากจะฟัก คือ กกอยู่ในรัง แม้จะออกข้างนอกก็กลับเข้าไปในรังอีก
2. ถ้าลักษณะอย่างอื่นดีเหมือนกัน ให้เลือกแม่ไก่ที่มีรูปร่างใหญ่ดีกว่าที่มีรูปร่างเล็ก เพราะแม่ไก่ที่รูปร่างใหญ่จะฟักไข่ได้มากกว่า
3. เลือกแม่ไก่ที่มีรูปร่างปกติ สุขภาพสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
4. เลือกแม่ไก่ที่เคยฟักไข่มาแล้วจะดีกว่าแม่ไก่สาว
5. เลือกแม่ไก่ที่เคยฟักไข่ออกดีมาแล้ว และเลี้ยงลูกดี
6. เลือกแม่ไก่ที่มีนิสัย ใจคอดี ขยัน และรักลูกมาก
7. เลือกแม่ไก่ตัวที่เชื่อง เพราะจะมีนิสัยฟักไข่ดีกว่า
รังสำหรับฟักไข่
ควรทำให้ดีและเหมาะสม เพราะแม่ไก่ต้องใช้เวลาฟักถึงประมาณ 21 วัน ซึ่งเป็นเวลานานไม่ใช่น้อย จึงควรทำให้ดีและมิดชิด ถ้า เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสควรมีขนาดกว้างยาวด้านละ 40 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร ทั้งนี้ก็แล้วแต่ขนาดของไก่ด้วย ก้นรังควรมีวัตถุ อ่อนนุ่มรองเพื่อกันไข่แตก จะเป็นฟางหรือหญ้าแห้งก็ได้ เวลาใส่วัตถุรองรับ พยายามทำให้มีรูปร่างคล้ายกับก้นกะทะลาดๆ กะดูพอให้ไข่กลิ้งออกไปรอบๆในขณะที่แม่ไก่ย่างเข้าไปในรัง แต่อย่าให้ถึงกับเทกองเป็นกลุ่ม ขณะที่แม่ไก่ออกไปจากรัง
ที่ตั้งรังไข่
รังไข่ฟัก ควรตั้งไว้ในที่ ๆเย็นสบายให้ลมระบายได้สะดวก และสูงกว่าพื้นดินราวหนึ่งศอก ถ้าตั้งรังไข่สูงแม่ไก่จะขึ้นลงลำบาก และโอกาสที่ไก่จะเหยียบไข่แตกก็มีมากขึ้น
วิธีป้องกันไร
ไก่ที่กำลังฟักไข่นั้น ไรเป็นศัตรูสำคัญอย่างหนึ่ง มันอาจจะรบกวนแม่ไก่ให้เกิดความรำคาญ และอาจจะทิ้งรังไปก็ได้ วิธีกำจัดไรมีดังนี้
1. ก่อนที่จะฟักไข่ประมาณ 7 วัน ควรเอายาฆ่าไรใส่แม่ไก่เสียก่อนทุกวัน ยาที่ถูกและหาง่ายที่สุดได้แก่ ยาฉุนบดให้ละเอียดเหมือนแป้งผัดหน้า วิธีใส่ยาให้จับแม่ไก่ให้นอนหงายแล้วเอายาโรยตามท้อง ใต้ปีกและที่อื่นๆจนทั่ว แล้วถูไปมาให้ยาเข้าใต้ผิวหนัง
2. ในระหว่างที่ฟักหมั่นตรวจดู ถ้ามีไรมากให้ใส่ยาให้แม่ไก่อีก และเผาวัตถุที่รองรังเสีย แล้วทำความสะอาดบริเวณใกล้เคียงด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
3. ในระหว่างฟัก จงทำที่เกือกฝุ่นไว้ให้แม่ไก่และในฝุ่นนั้นเอาผงยาสูบโรยลงไปด้วย ก็จะทำให้หายไปหรือเบาลงได้
4. วัตถุที่รองรังนั้น เมื่อลูกไก่ออกแล้วควรเผาเสีย
5. ควรรักษาบริเวณรังให้สะอาดอยู่เสมอ และมีแสงแดดเข้าถึงได้เป็นการฆ่าเชื้อโรค
6. ประมาณ 3-4 วัน ก่อนจะถึงกำหนดลูกไก่ออกจากไข่ จงงดใช้ยาฆ่าไร เพราะยาบางอย่างมีอำนาจพอที่จะฆ่าลูกไก่ให้ตายได้
การปฏิบัติแม่ไก่ขณะที่ฟัก
1. เมื่อเลือกที่ฟักได้แล้ว จงย้ายแม่ไก่ไปใส่รังฟักในเวลากลางคืน แม่ไก่จะได้ไม่ตกใจและยอมอยู่ในรังง่ายๆ ถ้าย้ายกลางวันจะลำบาก แม่ไก่อาจจะตกใจแล้วไม่ยอมนอนรังก็ได้
2. ในคราวหนึ่งๆถ้าเกิดไก่ฟักหลายแม่ การดูแลอาจไม่สะดวก ควรให้ฟักคราวหนึ่งประมาณ 2-3 แม่ก็พอ
3. เตรียมหาน้ำ อาหาร และก้อนกวาด ถ่าน เตรียมไว้และปล่อยให้แม่ไก่ออกหากินอาหาร และเกือกฝุ่น วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น อาหารแม่ไก่ฟักควรให้ข้าวโพด ข้าวเปลือก หรืออาหารจำพวกแป้ง เพื่อจะได้ไปทำความร้อนสำหรับฟักไข่ อาหารป่นไม่ควรให้ เพราะอาจจะทำให้ท้องระบาย และจะทำให้ไข่สกปรก
4. เมื่อครบกำหนด ขณะที่ลูกไก่กำลังจะออกจากไข่ ถ้าเห็นลูกไก่ตัวไหนออกจากไข่แล้วก็ควรเก็บเปลือกทิ้ง เพื่อไม่ให้เกะกะลูกไก่ที่ออกมาทีหลัง
5. เมื่อลูกไก่ออกหมดแล้ว ควรทิ้งไว้ในรัง 24 ชั่วโมง จึงค่อยเอาลงจากรัง
แม่ไก่ 1 ตัวควรให้ไข่สำหรับฟัก 10-12 ฟอง แล้วแต่ขนาดของแม่ไก่และฤดู ในฤดูร้อนจะฟักออกได้น้อยกว่าฤดูหนาว วิธีที่จะทราบว่าไก่ตัวไหนฟักได้กี่ฟอง ให้ลองเอาไข่ใส่ให้มันลองหมอบดู และให้มิดอกเมื่อเวลากก ถ้าไข่ล้นอกให้เอาออกเพราะจะทำให้ไข่เสียได้และพาฟองอื่นให้เสียไปด้วย
สาเหตุที่ทำให้การฟักไม่ได้ผลดี
1. มีไข่ที่ไม่มีเชื้อปนอยู่มาก เรียกว่าไข่ลม
2. เป็นไข่ที่มีเชื้ออ่อนแอ
3. เก็บไข่ไว้ไม่ดี
4. ไข่เก่าเกินควร
5. มีไรรบกวนแม่ไก่
6. แม่ไก่ทิ้งรังบ่อยๆและครั้งละนานๆ การทิ้งรังบ่อยๆทำให้อุณหภูมิในการฟักเปลี่ยนไป จึงฟักไม่ได้ผล
7. การเลี้ยงดูแม่ไก่ไม่ถูกต้อง เช่นปล่อยให้อดอาหาร กินอาหารไม่เพียงพอ ขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร
วิธีส่องไข่ฟัก
ระยะที่ควรจะส่องดูไข่ คือหลังจากวันที่ 7 เมื่อนำไข่ฟัก และวันที่ 17 อีกครั้งหนึ่ง ควรจะส่องแดดหรือส่องไฟดู วิธีส่องไข่นั้น ทำได้โดยง่าย คือเอาไฟไว้ในหีบซึ่งเจาะรูเป็นรูปไข่ ให้แสงลอดออกมา เมื่อเอาไข่ไปยังรู แสงจะสะท้อนเข้าไปในไข่ ทำให้มองเห็นข้างในได้ตลอด หรือมิฉะนั้นใช้กระดาษหรือกระบอกไม้ไผ่ ทำเป็นรูปกล้อง แล้วเอาฟองไข่ปิดปากกล้อง แล้วหันไปทางแสงอาทิตย์ ก้จะเห็นข้างในของไข่เช่นเดียวกันกับส่องไฟ
ไข่ที่มีเชื้อดี มีชีวิต จะเห็นมีเส้นเลือดสีแดงแผ่ไปตามด้านในเปลือกคล้ายกับใยแมงมุม และจะเห็นเชื้อลูกไก่ลอยขึ้นลอยลง ดิ้นไปดิ้นมาได้ถนัด ไข่ที่มีลักษณะนอกจากนี้เป็นไข่เสีย ควรคัดออก
วิธีสังเกตไก่สาวเริ่มไข่
1. หงอน เมื่อไก่สาวตั้งต้นไข่ หรือแม่ไก่เริ่มไข่อีก หงอนจะขยายตัวโตเต่งขึ้นกว่าเก่าเป็นอันมาก มีสีแดงเข้มและอุ่นจัด และหน้าก็จะแดงด้วย หงอนไก่สาวที่ยังไม่เริ่มไข่จะเล็กสีแดงแต่ไม่เข้ม และไม่อุ่นจัด
2. เสียงร้อง ไก่ยังไม่สาวมักจะร้องต๊อกๆๆไม่เป็น เมื่อมันจะไข่มันจึงจะร้องเป็น และเที่ยวหารังไข่
3. รูปร่าง รูปร่างของไก่สาว ตอนท้องกางออกทำให้ดูเป็นรูปสามเหลี่ยม และท้องยานลงหาดิน
4. คลำดูไข่ โดยใช้นิ้วชี้แหย่เข้าไปในช่องทวารหนักของไก่ ถ้าไก่เริ่มไข่นิ้วก็จะกระทบไข่ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปราวครึ่งองคุลี เป็นก้อนแข็งกลมและรู้สึกว่าเป็นรูปไข่
วิธีทำรังไข่
1. รังไข่กล เมื่อไก่เข้าไปแล้วออกไม่ได้มีประโยชน์สำหรับบอกให้รู้ว่าไก่ตัวไหนไข่ ไม่ไข่ เราจะรู้ได้เพราะแม่ไก่ถูกขังอยู่ในรังกลตลอดเวลา
2. รังไข่ธรรมดา มีประโยชน์สำหรับให้ไก่เข้าไปอาศัยอยู่ได้สำหรับไข่ และเมื่อไก่ไข่แล้วก็ออกมาได้เอง
การผสมพันธุ์ไก่
ไก่เมื่อได้อาหารสมบูรณ์และมีสูตรอาหารที่ถูกต้องตามที่ร่างกายต้องการแล้ว มันจะไข่ให้เจ้าของได้อย่างเต็มที่หรือเต็มความสามารถของมัน
หลักการผสมพันธุ์
ตัวผู้เป็นหัวใจของการผสมพันธุ์ ในการผสมพันธุ์หรือการบำรุงพันธุ์ให้ดีขึ้นนั้น ตัวผู้ที่คุมฝูงเป็นปัจจัยสำคัญ เป็นตัวผู้ใหญ่เป็นพ่อของฝูง ลูกทุกตัวที่เกิดมาในชั่วแรกจะมีเลือดของตัวผู้ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นถ้าตัวผู้มีเลือดดี เลือดของมันก็จะถ่ายให้แก่ลูกฝูงทั่วๆไป ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงควรหาตัวผู้ที่มีเลือดดีมาคุมฝูง ลูกในฝูงก็จะดีตามไปด้วย
ความสำคัญของตัวเมีย คือแม่พันธุ์นั้นย่อมมีความสำคัญในการผสมพันธุ์ให้มีเลือดดีขึ้น เพราะถ้าตัวผู้มีเลือดดี มีลักษณะดี ตัวเมียก็มีเลือดดีตระกูลดี ลูกเกิดมาจะดียิ่งขึ้น ถ้าตัวผู้ดีตัวเมียเลว ลูกที่เกิดมา ก็จะมีคุณสมบัติปานกลาง เนื่องจากความเลวของตัวเมียคอยถ่วงความดีของตัวผู้ไว้
หลักการคัดเลือก
1. ตระกูลหรือเลือด
2. บุคลิคลักษณะ
3. ความสามารถ
ตระกูลหรือเลือด
นี้มีอยู่ 2 สายคือ สายพ่อสายหนึ่ง สายแม่สายหนึ่ง นับถอยหลังไปชั่วหนึง สัตว์ตัวหนึ่งจะมีบรรพบุรุษเป็นสองตัวคือ สายพ่อหนึ่ง สายแม่หนึ่ง
นับถอยหลังไปอีกชั่วที่สองบรรพบุรุษจะเป็น 4 สาย คือสายพ่อสอง สายแม่สอง ถ้านับถอยหลังไปอีกบรรพบุรุษจะทวีขึ้นเป็น 8 ในชั่วที่สาม เป็น 16 ในชั่วที่สี่ เป็น 32 ในชั่วที่ห้า ทวีขึ้นเป็นลำดับ ผลของการทดลอง ในการผสมพันธุ์สัตว์ สัตว์ที่มาจากตระกูลหรือเลือดดี หมายถึงบรรพบุรุษดีจะให้ลูกดีกว่าสัตว์ที่มาจากตระกูลหรือสายเลือดเลว มีบางครั้งที่สัตว์ที่มาจากตระกูลดีอาจจะให้ลูกเลว แต่โอกาสมีน้อยมาก
การที่เราจะรู้ว่าสัตว์มีตระกูลเป็นอย่างไรนั่น ต้องอาศัยการดูประวัติ นักเลี้ยงสัตว์ที่ดี จะต้องทำประวัติสัตว์แต่ละตัวเอาไว้อย่างละเอียด ว่ามีบรรพบุรุษมาจากไหน เป็นต้นว่าไก่ตัวนี้พ่อแม่มีเลือดเป็นอย่างไร จะต้องบันทึกไว้อย่างละเอียด มีเบอร์แต่ละตัวด้วย นี่เรียกว่าประวัติ
บุคลิกลักษณะ
หมายถึงลักษณะประจำตัว ที่แสดงออกของสัตว์ เช่น รูปร่าง ขนาด น้ำหนัก สี อายุ ความสามารถของสัตว์เป็นตัวๆไป สัตว์ที่มาจากตระกูลดี มิใช่จะดีทุกตัวไป ต้องอาศัยบุคลิกลักษณะประจำตัวของมันอีกด้วย
ความสามารถ
ความสามารถเป็นสิ่งสำคัญในการคัดเลือกในการคัดเลือกไก่ทำพันธุ์ เมื่อคัดเลือกจากตระกูลที่ดีและบุคลิกที่ดีแล้ว ความสามารถจะต้องดีด้วย เลือกแม่พันธุ์ก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเราต้องการทราบว่า มันให้ลูกเก่ง ตรงกับความคาดคะเนของเรา หรืออยากรู้ว่ามันให้ลูกดีไหม ต้องสังเกตดูลูกของมันทุกตัว ดูต่อไปเราก็จะทราบได้ว่าแม่ไก่ให้ลูกดีหรือไม่ดี
การเปลี่ยนพ่อฝูง
การเปลี่ยนพ่อฝูงนั้น มีความจำเป็นเหมือนกันเพราะพ่อฝูงบางตัวมีสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่มีสมรรถภาพควรแก่จะคุมฝูงต่อไป ฉะนั้นควรเปลี่ยนทุกๆปี หรือทุกๆ 2 ปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการผสมระหว่างพ่อกับลูก ซึ่งอาจจะทำให้ลูกในฝูงต่อไปเกิดอ่อนแอ หรือมีขนาดเล็กลง
พ่อฝูงที่หามาใหม่จะต้องเป็นพันธุ์เดียวกัน แต่ควรจะมีตระกูล บุคลิก ลักษณะ ตลอดจนความสามารถดีกว่าเดิมเสมอพ่อฝูงนั้น
วิธีแก้ไก่จิกไข่
ไก่บางตัวมีนิสัยไม่ดีคือจิกไข่ หรือกินไข่ตัวเอง วิธีป้องกันคือ หาวัตถุดำๆ เช่นเปลือกถั่วเขียวรองรังและทำให้รังมิดชิดหน่อย เมื่อไข่แตกมันจะมองไม่เห็น วัตถุรองรังควรให้หนา เพื่อป้องกันไข่แตก ตามพื้นที่มีไข่ตกอยู่ ควรรีบเก็บอย่าให้ทันไก่มีโอกาสกินได้ ถ้าไก่ได้กินและรู้จักรสเสียแล้ว วิธีแก้ไขคือ หาไข่ปลอมมาวางทิ้งในเล้าหลายๆใบ เมื่อไก่ไปจิกมันจะเจ็บปากและเข็ดไปเอง วิธีนี้เป็นวิธีแก้นิสัยแม่ไก่ที่ชอบกินไข่ของตัวเองได้ดี
เปรียบเทียบความสำคัญของตัวผู้และตัวเมีย พูดถึงความสำคัญในการให้ลูกแล้ว ตัวผู้ให้ลูกได้มากกว่าตัวเมียเพราะตัวผู้สามารถผสมกับตัวเมียได้หลายตัว และลูกทุกๆตัวย่อมมีลูกจากตัวผู้ครึ่งหนึ่ง สัตว์ตัวผู้ทำการสืบพันธุ์ได้เรื่อย ไม่เหมือนตัวเมียซึ่งต้องเสียเวลาในการอุ้มท้อง ลักษณะตัวผู้ย่อมถ่ายไปเร็วกว่าตัวเมีย ดังนั้นตัวผู้จ่าฝูง ย่อมสำคัญกว่าตัวเมียในฝูงมาก
การฟักด้วยเครื่องฟัก
มี 2 วิธีคือ 1. เครื่องฟักแบบน้ำร้อน
2. เครื่องฟักไฟฟ้า
ขนาดเครื่องฟักตามความเหมาะสมและความจำเป็น เครื่องฟักต้องมีส่วนสัมพันธ์ดังนี้
1. ตู้และถาดไข่
2. ความร้อน เช่นตะเกียง ไฟฟ้า
3. เครื่องบังคับความร้อน ปุ่มปรับความร้อนหรือการขยายตัว
4. ช่องระบายอากาสหรือพัดลม
5. ที่ให้ความชื้น ทำเป็นจานโลหะตื้นๆ วางอยู่ใต้ถาด
เครื่องฟักแบบน้ำร้อน
เป็นเครื่องฟักที่อาศัยความร้อนของน้ำเป็นเกณฑ์
สัปดาห์แรก ขนาดความร้อน 102.5 ฟาเรนไฮท์
สัปดาห์ที่สอง " 101 "
สัปดาห์ที่สาม " 100 "
การกลับไข่
กลับไข่วันละ 3-5 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ 2-18 วัน หลังจากนี้แล้วไม่ต้องกลับไข่ เมื่อครบ 10 วัน ลูกไก่จะฟักออกเป็นตัว คือออกจากเปลือกไข่ เมื่อออกจากเปลือกไข่แล้วให้นำไปกกจนครบ 21 วัน ก่อนที่จะนำไข่ฟักอีก ควรจะรมตู้เพื่อฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นจึงเปิดช่องระบายออกให้หมด
เครื่องฟักแบบไฟฟ้า
มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ ชนิดมีถาดไข่ชั้นเดียว และชนิดมีถาดไข่หลายชั้น ถ้ามีถาดไข่ชั้นเดียวคงใช้วิธีเดียวกับเครื่องฟักแบบน้ำร้อน การใช้เครื่องฟักแบบไฟฟ้าสะดวกกว่าการใช้เครื่องฟักแบบน้ำร้อน คือไม่ต้องทำความสะอาดขูดเขม่าทุกวัน
เครื่องฟักที่มีถาดหลายชั้น มีพัดลมหรือที่ปรับอากาศหรือเครื่องปรับอุณหภูมิในตู้เครื่องฟัก อุณหภูมิมีดังนี้
ความร้อน 99.5-100 องศาฟาเรนไฮท์ใน 18 วันแรก
ความร้อน 98-99 " ใน 3 วันหลัง
การกลับไข่ ถ้ากลับด้วยมือควรกลับวันละ 3-4 ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 ที่นำไข่เข้าฟัก ถ้ากลับด้วยเครื่องอัตโนมัติ ก็ต้องกำหนดระยะเวลาของการกลับไข่ วันละ 24-48 ครั้ง
วิธีรมยาตู้
ใช้เคมีรมเพื่อทำให้ตู้ฟักสะอาดก่อนที่จะฟักใหม่ เพื่อความปลอดภัยของลูกไก่ที่ออกมาภายหลัง และเพื่อมิให้เปอร์เซนต์จำนวนสูง
อัตราส่วนของสารเคมีต่อปริมาณตู้ หรือ เครื่องฟัก 100 ลูกบาศก์ฟุต
ด่างทับทิม 1.25 กรัม
ฟอร์มาลิน 30-35 ซี.ซี. ถ้าเครื่องฟักมีขนาดเล็ก ควรลดอัตราเคมีลงตามส่วน
วิธีผสม
ตวงฟอร์มาลิน ลงในภาชนะ นำด่างทับทิมใส่ลงในจานเคลือบหรือจานดินเผา เอาจานข้าววางกลางเครื่องฟัก เทฟอร์มาลินลงในด่างทับทิม แล้วปิดฝาหรือเครื่องฟักและช่องอากาศไว้ประมาณ ? - 1 ชั่วโมง จึงค่อยเปิดช่องอากาศตามปกติ นำเครื่องรมนี้ออกมาทำความสะอาดและเก็บไว้ใช้ในคราวต่อไป
ในการรมยาครั้งหลัง เป็นภายหลังที่ลูกไก่ออกจากไข่ฟักใหม่ๆแล้วต้องรมในขณะที่ลูกไก่ยังขนเปียกอยู่ อย่ารมในขณะที่ลูกไก่ขนแห้งแล้ว มิฉะนั้น ลูกไก่จะเป็นอันตรายให้นำลูกไก่ที่ขนแห้งออกเสียก่อนจึงค่อยรม
การเจริญเติบโตของลูกไก่ในเปลือก
เมื่อนำไก่เข้าฟักภายใน 24 ชั่วโมงหรือ 1 วันแรก ลูกไก่จะเริ่มมีชีวิตอยู่ในลักษณะท่าขวางของไข่ เริ่มจะเป็น หัว หาง ตุ่ม ปีก ขา ประสาท หัวใจ ปาก โดยชีพจรจะเริ่มเดินเมื่อชั่วโมงที่ 30-36 เมื่อระยะฟักนานเข้า จะเจริญเติบโตจนหันด้านหัวหรือปากไปทางด้านป้านของไข่
วันที่ 6-7 เริ่มเป็นรูปร่างของลูกไก่ ตุ่ม ปีก ขา และศีรษะจะโตกว่าตัว
วันที่ 8 เริ่มมีขุมขนตามผิวหนัง
วันที่ 9 เป็นรูปร่างของลูกไก่เต็มตัว มีจงอยปากค่อยแหลมขึ้นและแข็งแรงพอที่จะใช้เจาะเปลือกเวลาออก
วันที่ 10-14 เริ่มมีขนชัดขึ้น มีเล็บเท้าและเกล็ดแข้งแข็งขึ้น
วันที่ 15-16 ไข่แดงเริ่มใช้มากขึ้นในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของลูกไก่ ให้มีจงอยปาก เล็บ เกล็ด แข้งสมบูรณ์ ในระยะนี้ ไข่ขาวถูกใช้เกือบหมด
วันที่ 17 น้ำหล่อเลี้ยงถุงหุ้มลูกไก่เริ่มจะหมดไป
วันที่ 18-19 ถุงไข่แดงเริ่มเข้าช่วงท้อง ปากลูกไก่จะหันไปทางช่องอากาศ จะเริ่มเจาะช่องอากาศนี้โดยสัญชาตญาณ ระยะนี้ปอดทำงานได้เต็มที่ และจะเจาะเปลือกไข่เรื่อยไป
วันที่ 20 เมื่อปอดเริ่มทำงาน ระบบการหายใจของอวัยวะพิเศษในตัวลูกไก่ก็หมดไป
วันที่ 21 ลูกไก่จะออกเปลือกหมด ศีรษะของไก่จะอยู่ด้านทางป้านของไข่ใต้ปีกขวา ขาจะตั้งชันขึ้นเมื่อใช้ปากจิกเปลือกจนเกือบรอบเปลือกไข่แล้ว มันจะดันศีรษะออกมาก่อนและเมื่อออกพ้นเปลือกแล้วยังจะนอนอ่อนเพลียอยู่สักพักหนึ่ง จนกว่าขนของมันจะแห้งจึงขยับลุกขึ้น และเดินเหินได้เล็กน้อย

เทคนิคการพัฒนาพันธุ์ไก่ชน

ด้านร่างกาย
- ต้องมีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง
- โคลงสร้างรูปร่าง กระดูกใหญ๋ ทรวดทรงดี ล่ำสัน มีน้ำหนักประมาณ 3 กก.ขึ้น ลำตัวยาว
- น้ำอด น้ำทนดี สีสันสวยงาม
- ว่องไว ตีมีลำหักลำโค่นดี หรือเชิงดี ตีไว ตีแม่น ตีลำโต และตีจุดสำคัญหรือแผลครู
- ไม่ขี้โรค


ด้านจิตใจ
- มีสัญชาตญาณเป็นนักสู้ มีจิตใจเป็นเพชฌฆาต ได้โอกาสขยี้ให้ตาย เพชฌฆาตไม่ทิ้งนาทีทอง
- มีปฏิภาณไหวพริบ แก้ทางหรือแก้เชิงคู่ต่อสู้ได้ หรือมีความฉลาด
- มีจิตใจที่ทรหดอดทน สู้เต็มร้อย หรือที่โบราณว่า"สู้ยิบตา"
- มีความโกรธและโมโห คือ เวลาถูกตีเจ็บต้องเอาคืน และต้องตีคู่ต่อสู้ให้เจ็บกว่า